อเหตุกจิต ๓ ประการ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
๑. ปัญจ
ทวารสวัชนจิต คือ
กิริยาจิตที่แฝงอยู่ตามอายตนะหรือทวารทั้ง ๕ มีดังนี้
ตา
ไปกระทบกับรูป เกิด จักษุวิญญาณ
คือ การเห็น จะห้ามไม่ให้ ตา เห็นรูปไม่ได้
หู
ไปกระทบเสียง เกิด โสตวิญญาณ
คือ การได้ยิน จะห้ามไม่ให้ หู
ได้ยินเสียงไม่ได้
ลิ้น
ไปกระทบกับรส เกิด ชิวหาวิญญาณ
คือ การได้รสจะห้ามไม่ให้ ลิ้น
รับรู้รสไม่ได้
จมูก
ไปกระทบกลิ่น เกิด ฆานะวิญญาณ
คือ การได้กลิ่นจะห้ามไม่ให้ จมูก
รับกลิ่นไม่ได้
กาย
ไปกระทบกับโผฏฐัพพะ เกิด กายวิญญาณ
คือ การสัมผัส จะห้ามไม่ให้ กาย รับสัมผัสไม่ได้
วิญญาณทั้ง ๕ อย่างนี้
เป็นกิริยาที่แฝงอยู่ในกายตามทวารทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ
เป็นสภาวะแห่งธรรมชาติของมันอยู่เช่นนี้
ก็แต่ว่าจิตอาศัยทวารทั้ง ๕
เพื่อเชื่อมต่อรับรู้เหตุการณ์ภายนอกที่เข้ามากระทบ
แล้วส่งไปยังสำนักงานจิตกลางเพื่อรับรู้เราจะห้ามมิให้เกิด มี เป็นเช่นนั้น
ย่อมกระทำไม่ได้
การป้องกันทุกข์ที่จะเกิดจากทวารทั้ง ๕ นั้น
เราจะต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๕ ไม่เพลิดเพลินในอายตนะเหล่านั้น
หากจำเป็นต้องอาศัยอายตนะทั้ง ๕
นั้นประกอบการงานทางกายก็ควรจะกำหนดจิตให้ตั้งอยู่ในจิต เช่นเมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น
ไม่คิดปรุง ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่คิดปรุง ดังนี้ เป็นต้น
(ไม่คิดปรุง หมายความว่า ไม่ให้จิตเอนเอียงไปในความเห็นดีชั่ว)
๒. มโนทวารวัชนจิต คือ
กิริยาจิตที่แฝงอยู่ที่มโนทวารมีหน้าที่ผลิตความคิดนึกต่าง ๆ นานา คอยรับเหตุการณ์ภายในภายนอกมากระทบ
จะดีหรือชั่วก็สะสมเอาไว้ จะห้ามจิตไม่ให้คิดในทุก ๆ กรณีย่อมไม่ได้
ก็แต่ว่าเมื่อจิตคิดปรุงไปในเรื่องราวใด
ๆ ถึงวัตถุ สิ่งของ บุคคลอย่างไร ก็ให้กำหนดรู้ว่าจิตคิดถึงเรื่องเหล่านั้นก็สักแต่ว่าความคิด
ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เราเขา ไม่ยึดถือวิจารณ์ความคิดเหล่านั้น ทำความเห็นให้เป็นปกติ
ไม่ยึดถือความเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น จิตย่อมไม่ไหลตามกระแสอารมณ์เหล่านั้น
ไม่เป็นทุกข์
๓. หสิตุปบาท คือ
กิริยาที่จิตยิ้มเอง โดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม
หมายความว่าไม่อยากยิ้มมันก็ยิ้มของมันเอง
กิริยาจิตอันนี้มีเฉพาะเหล่าพระอริยเจ้าเท่านั้น ในสามัญชนไม่มี
สำหรับ อเหตุกจิต ข้อ ๑ และ ข้อ ๒
มีเท่ากันในพระอริยเจ้าและในสามัญชน นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
เมื่อตั้งใจปฏิบัติตนออกจากความทุกข์ ควรพิจารณา อเหตุกจิต
นี้ให้เข้าใจด้วย เพื่อความไม่ผิดพลาดในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
อเหตุกจิตนี้ นักปฏิบัติทั้งหลายควรทำความเข้าใจให้ได้
เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะพยายามบังคับสังขารไปหมด
ซึ่งเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมมาก เพราะความไม่เข้าใจในอเหตุกจิตข้อ ๑ และ ๒
นี้เอง
อเหตุกจิต ข้อ ๓
เป็นกิริยาจิตที่ยิ้มเองโดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม
เกิดในจิตของเหล่าพระอริยเจ้าเท่านั้น ในสามัญชนไม่มี
เพราะกิริยาจิตเหล่านี้เป็นผลของการเจริญจิตจนอยู่เหนือมายาสังขารได้แล้ว
จิตไม่ต้องติดข้องในโลกมายา เพราะความรู้เท่าทันเหตุปัจจัยแห่งการปรุงแต่งได้แล้ว
เป็นอิสระด้วยตัวมันเอง
คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้” บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์ อตุโล)
รวบรวมและบันทึกไว้โดย พระราชวรคุณ
วัดบูรพาราม อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : พระพุทธรูป ประดิษฐานรอบวิหารคต วัดศรีสะเกศ กำแพงนคร
เวียงจันทร์

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น