วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565

 วัดเหนือ อำเภอรัตนบุรี


พระพุทธโคดมมุนี (พระเจ้าใหญ่วัดเหนือ)

        วิหารพระเจ้าใหญ่                 

                   เป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ สร้างเมื่อประมาณ 

          พ.ศ.๒๓๔๕ เล่ากันว่าสร้างโดยช่างชาวญวนเป็นศิลปะล้านนา เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 

          เป็นปูนโบราณที่ทำจากเปลือกหอย ยางโบก ผสมกับทรายแม่น้ำมูลซึ่งขนมาจาก

         บ้านดงเค็ง ดงเปือย ตำบลกุดขาคีมในปัจจุบัน โครงสร้างเป็นไม้เนื้อเข็ง มีขนาดกว้าง 

        ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร เป็นวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธโคดมมุนี หรือพระเจ้าใหญ่

        วัดเหนือ      จนถึงปัจจุบัน





             ประวัติวัดเหนือ
            

ประวัติวัด (โดยสังเขป)

          วัด  เหนือ  ตั้งวัดเมื่อวันที่ ๑๑ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๑๑  เป็นวัดราษฎร์

          เดิมตั้งอยู่ที่วัดป่าโพธิ์(ซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์วัดเหนือ ในปัจจุบัน) สร้างขึ้นประมาณ 

        พ.ศ. ๒๓๐๐ ที่ตั้งในปัจจุบันนี้ได้ย้ายมาจากวัดป่าโพธิ์ พ.ศ. ๒๓๑๑ ผู้สร้างวัดในสมัยนั้น

     คือ ท่านหลวงชนะ ท่านหลวงประสิทธิ์ ท่านหลวงวิชา ท่านหลวงจำเริญ ขุนเดช 

    ขุนอินทร์ เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดใหญ่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดเหนือ 

    จนถึงปัจจุบันนี้

    ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่  -  เดือน  -  พ.ศ.  ๒๔๔๖

    เขตวิสุงคามสีมา กว้าง  เมตร  ยาว  11  เมตร

    ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่  -  เดือน  -  พ.ศ.  ๒๕๔๒

    เขตวิสุงคามสีมา กว้าง  ๔๐  เมตร  ยาว  80  เมตร

    การบริหารและการปกครอง

ลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้


รูปที่  ๑     พระดำ                                                                 

รูปที่  ๒     พระจำปา

รูปที่  ๓     พระพา                                                                

รูปที่  ๔     พระจำปา

รูปที่  ๕     พระสง                                                                 

รูปที่  ๖     พระศรี

รูปที่  ๗     พระสง                                                                 

รูปที่  ๘     พระตุ้ม

รูปที่  ๙     พระสว่าง                                                              

รูปที่  ๑๐   พระน้อย

รูปที่  ๑๑   พระสุข

รูปที่  ๑๒   พระพุทธา

รูปที่  ๑๓  พระศรี                                                                 

รูปที่  ๑๔   พระน้อย

รูปที่  ๑๕  พระชัย                                                                 

รูปที่  ๑๖   พระทำ

รูปที่  ๑๗   พระอธิการน้อย โพธิปญฺโญ                                 

รูปที่  ๑๘   เจ้าอธิการเปล่ง อินฺทสาโร

รูปที่  ๑๙   พระปลัดเงิน คมฺภีโร

รูปที่  ๒๐   พระครูจักษุธรรมประจิต (ตา ยโสธโร เซื้อฉลาด ป.ธ.๔)    

                  พ.ศ.  ๒๕๐๕  -  พ.ศ. ๒๕๖๐

รูปที่  ๑๑   พระอธิการสมชาย โฆสิตธมฺโม (ดายงค์) พ.ศ.  ๒๕๖๓  -  ปัจจุบัน


 * ข้อมูลจาก สำนักงานพระพุทธศาสนา  จังหวัดสุรินทร์








    

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2565

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หลวงปู่ฝากไว้ : อเหตุกจิต ๓ ประการ

 
 
อเหตุกจิต ๓ ประการ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
 

 

 
๑.     ปัญจ ทวารสวัชนจิต คือ กิริยาจิตที่แฝงอยู่ตามอายตนะหรือทวารทั้ง ๕ มีดังนี้

ตา ไปกระทบกับรูป                     เกิด จักษุวิญญาณ
คือ การเห็น จะห้ามไม่ให้ ตา เห็นรูปไม่ได้

หู ไปกระทบเสียง                        เกิด โสตวิญญาณ
คือ การได้ยิน จะห้ามไม่ให้ หู ได้ยินเสียงไม่ได้

ลิ้น ไปกระทบกับรส                    เกิด ชิวหาวิญญาณ
คือ การได้รสจะห้ามไม่ให้ ลิ้น รับรู้รสไม่ได้

จมูก ไปกระทบกลิ่น                    เกิด ฆานะวิญญาณ
คือ การได้กลิ่นจะห้ามไม่ให้ จมูก รับกลิ่นไม่ได้

กาย ไปกระทบกับโผฏฐัพพะ      เกิด กายวิญญาณ
คือ การสัมผัส จะห้ามไม่ให้ กาย รับสัมผัสไม่ได้

วิญญาณทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นกิริยาที่แฝงอยู่ในกายตามทวารทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ เป็นสภาวะแห่งธรรมชาติของมันอยู่เช่นนี้
ก็แต่ว่าจิตอาศัยทวารทั้ง ๕ เพื่อเชื่อมต่อรับรู้เหตุการณ์ภายนอกที่เข้ามากระทบ แล้วส่งไปยังสำนักงานจิตกลางเพื่อรับรู้เราจะห้ามมิให้เกิด มี เป็นเช่นนั้น ย่อมกระทำไม่ได้
การป้องกันทุกข์ที่จะเกิดจากทวารทั้ง ๕ นั้น เราจะต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๕ ไม่เพลิดเพลินในอายตนะเหล่านั้น หากจำเป็นต้องอาศัยอายตนะทั้ง ๕ นั้นประกอบการงานทางกายก็ควรจะกำหนดจิตให้ตั้งอยู่ในจิต เช่นเมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ไม่คิดปรุง ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่คิดปรุง ดังนี้ เป็นต้น

(ไม่คิดปรุง หมายความว่า ไม่ให้จิตเอนเอียงไปในความเห็นดีชั่ว)

๒.   มโนทวารวัชนจิต คือ กิริยาจิตที่แฝงอยู่ที่มโนทวารมีหน้าที่ผลิตความคิดนึกต่าง ๆ นานา คอยรับเหตุการณ์ภายในภายนอกมากระทบ จะดีหรือชั่วก็สะสมเอาไว้ จะห้ามจิตไม่ให้คิดในทุก ๆ กรณีย่อมไม่ได้
            ก็แต่ว่าเมื่อจิตคิดปรุงไปในเรื่องราวใด ๆ ถึงวัตถุ สิ่งของ บุคคลอย่างไร ก็ให้กำหนดรู้ว่าจิตคิดถึงเรื่องเหล่านั้นก็สักแต่ว่าความคิด ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เราเขา ไม่ยึดถือวิจารณ์ความคิดเหล่านั้น ทำความเห็นให้เป็นปกติ ไม่ยึดถือความเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น จิตย่อมไม่ไหลตามกระแสอารมณ์เหล่านั้น ไม่เป็นทุกข์

๓.   หสิตุปบาท คือ กิริยาที่จิตยิ้มเอง โดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม หมายความว่าไม่อยากยิ้มมันก็ยิ้มของมันเอง กิริยาจิตอันนี้มีเฉพาะเหล่าพระอริยเจ้าเท่านั้น ในสามัญชนไม่มี

สำหรับ อเหตุกจิต ข้อ ๑ และ ข้อ ๒ มีเท่ากันในพระอริยเจ้าและในสามัญชน นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เมื่อตั้งใจปฏิบัติตนออกจากความทุกข์ ควรพิจารณา อเหตุกจิต นี้ให้เข้าใจด้วย เพื่อความไม่ผิดพลาดในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม
 
อเหตุกจิตนี้ นักปฏิบัติทั้งหลายควรทำความเข้าใจให้ได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะพยายามบังคับสังขารไปหมด ซึ่งเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมมาก เพราะความไม่เข้าใจในอเหตุกจิตข้อ ๑ และ ๒ นี้เอง

 
อเหตุกจิต ข้อ ๓ เป็นกิริยาจิตที่ยิ้มเองโดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม เกิดในจิตของเหล่าพระอริยเจ้าเท่านั้น ในสามัญชนไม่มี เพราะกิริยาจิตเหล่านี้เป็นผลของการเจริญจิตจนอยู่เหนือมายาสังขารได้แล้ว จิตไม่ต้องติดข้องในโลกมายา เพราะความรู้เท่าทันเหตุปัจจัยแห่งการปรุงแต่งได้แล้ว เป็นอิสระด้วยตัวมันเอง



 

คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : พระพุทธรูป  ประดิษฐานรอบวิหารคต วัดศรีสะเกศ กำแพงนคร เวียงจันทร์

หลวงปู่ฝากไว้ : วิธีเจริญจิตภาวนา


วิธีเจริญจิตภาวนา      หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
๑.  เริ่มต้นที่อิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก ทำความรู้เต็มที่และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว
รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อย ๆ ให้ “รู้อยู่เฉย ๆ” ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม
เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่าง ๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไปคิดไปในอารมณ์นั้น ๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเองระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่ามีความต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ
จากนั้นค่อย ๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไปครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีกจนอิ่มแล้วก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป
ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนักก็จะสามารถควบคุมจิตได้และบรรลุสมาธิในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน “พฤติแห่งจิต” โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร
ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อ ๆ ไป
ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกว่า “พุทโธ” หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เห็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคียงใจ นึกไปเรื่อย ๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต
พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดเวลา บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง
ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว
เมื่อกำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดีก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสาย ถ้าขาดสายเมื่อใดจิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที
เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อย ๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้นในที่สุดก็จะค่อย ๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้
ข้อควรจำ : ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ
เจตจำนงนี้คือตัว “ศีล”
การบริกรรม “พุทโธ” เปล่า ๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียรทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในครั้งต่อ ๆ ไป
แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
ดังนั้น ในการนึกพุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่องถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ
เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่ามีลักษณะการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษนั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย
เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย
เมื่อจิตค่อย ๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอกก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบและคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อย ๆ และสังเกตดูความรู้สึก และ พฤติแห่งจิต ที่ฐานนั้น ๆ
บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ
๒.   ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์
อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ
พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอ ๆ สติคอยกำหนด
ควบคุมอยู่อย่างเงียบ ๆ(รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กริยาจิตใด ๆ ที่เกิดขึ้น
เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้นเป็นไปเช่นนี้เรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ เข้าใจกิริยา
หรือ พฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือกิเลสปรุงจิต)
ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ
๓.   อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลาย อย่าได้ใส่ใจกับมัน)
            ระวังจิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกตการณ์หวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖
๔.   จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อเราสังเกตกิริยาจิต
ไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ต่าง ๆ อารมณ์ความนึกคิดต่าง ๆ
ก็จะค่อย ๆ ดับไปเรื่อยๆ จนจิตว่างจาดอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ
อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้
เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ
            คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด
๕.   แยกรูปถอดด้วยวิชชา มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่ายังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (จิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำความสงบอยู่ใน จิต ไปเรื่อย ๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เองไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อหาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อย ๆ จนหมด หมายถึง เจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้
            คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณนั่นเอง
๖.    เหตุต้องละ ผลต้องละ เมื่อเจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ต้องอิงอาศัยกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นเหตุเป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น จิตก็อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความนึกคิดต่าง ๆ อยู่เป็นอิสระปราศจากสิ่งใด ๆ ครอบงำอำพรางทั้งสิ้น
            เรียกว่า “สมุจเฉทธรรมทั้งปวง”
๗.   ใช้หนี้ ก็หมด พ้นเหตุเกิด  เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่เล็กที่สุดเสียได้ กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้น ก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง เหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ตั้งแต่ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้กรรมอีก เพราะ  กรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีกไม่อาจให้ผลต่อไปได้ เรียกว่า “พ้นเหตุเกิด”
๘.   ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร เมื่อธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ธรรม
จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร สิ่งที่ว่า ไม่มีธรรม นั่นแหละมันเป็นธรรมของมันในตัว (ผู้รู้นะจริง แต่สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง)
            เมื่อจิตว่างจาก พฤติ ต่าง ๆ แล้ว จิตก็จะถึงความว่างที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป จึงทราบได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้นไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ ซาบซึมอยู่ในสิ่งทุก ๆ สิ่ง และจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน
            เมื่อจิตกับผู้รู้เป็นสิงเดียวกัน และเป็นความว่างก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง ไม่มีความเป็นอะไรจะไปรู้สภาวะอะไร ไม่มีสภาวะของใครจะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร
            เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว “จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง” จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมติบัญญัติทั้งปวง เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำพูดและพ้นไปจากการกล่าวอ้างใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของจักรวาลเดินเข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า “นิพพาน”
            โดยปกติ คำสอนธรรมะของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้นเป็นแบบ “ปริศนาธรรม มิใช่เป็นการบรรยายธรรม ฉะนั้นคำสอนของท่านจึงสั้น จำกัดในความหมายของธรรม เพื่อไม่ให้เฝือหรือฟุ่มเฟือยมากนัก เพราะจะทำให้สับสน เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเขาย่อมเข้าใจได้เองว่า กิริยาอาการของจิตที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายหลายอย่าง ยากที่จะอธิบายให้ได้หมด ด้วยเหตุนั้น หลวงปู่ท่านจึงใช้คำว่า “พฤติจิต” แทนกิริยาทั้งหลายเหล่านั้น
            คำว่า “ดูจิต อย่าส่งจิตออกนอก ทำญาณให้เห็นจิต” เหล่านี้ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปทั้งหมดตลอดองค์ภาวนา แต่เพื่ออธิบายให้เป็นขั้นตอน จึงจัดเรียงให้ดูง่ายเท่านั้น หาได้จัดเรียงไปตามลำดับกระแสการเจริญจิตแต่อย่างใดไม่
            ท่านผู้มีจิตศรัทธาในทางปฏิบัติ เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำสอนแล้ว ตามธรรมดาการปฏิบัติในแนวนี้ ผู้ปฏิบัติจะค่อย ๆ มีความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเองเป็นลำดับ ๆ ไป เพราะมีการใส่ใจสังเกตและกำหนดรู้ “พฤติแห่งจิต” อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเกิดปัญหาในระหว่างปฏิบัติ ควรรีบเข้าหาครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระโดยเร็ว หากประมาทแล้วอาจผิดพลาดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะคำว่า “มรรคปฏิปทา” นั้น จะต้องอยู่ใน “มรรคจิต” เท่านั้น มิใช่มรรคภายนอกต่าง ๆ นานาเลย
            การเจริญจิตเข้าสู่ที่สุดแห่งทุกข์นั้น จะต้องถึงพร้อมด้วยวิสุทธิศีล วิสุทธิธรรม พร้อมทั้ง ๓ ทวาร คือ กาย วาจา ใจ จึงจะยังกิจให้ลุล่วงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
 
 
คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ :   ภาพวาดบนผนังพิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐาน อัฐิฐาตุ 
            วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์