วิธีเจริญจิตภาวนา หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
๑. เริ่มต้นที่อิริยาบถที่สบาย ยืน
เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก ทำความรู้เต็มที่และ รู้อยู่กับที่
โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว
รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อย ๆ ให้ “รู้อยู่เฉย
ๆ” ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม
เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่าง ๆ
โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่
ต่อเมื่อจิตแล่นไปคิดไปในอารมณ์นั้น ๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง
เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเองระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่
และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่ามีความต่างกันอย่างไร
เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ
จากนั้นค่อย ๆ
รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไปครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ
จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีกจนอิ่มแล้วก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา
และรักษาจิตต่อไป
ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนักก็จะสามารถควบคุมจิตได้และบรรลุสมาธิในที่สุด
และจะเป็นผู้ฉลาดใน “พฤติแห่งจิต” โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร
ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์
และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อ ๆ ไป
ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกว่า “พุทโธ” หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เห็นเหตุเย้ายวน
หรือเป็นเหตุขัดเคียงใจ นึกไปเรื่อย ๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น
ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต
พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดเวลา บางวันอยู่ที่หนึ่ง
บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง
ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้
ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่
แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก
ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้
แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว
เมื่อกำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดีก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย
อย่าให้ขาดสาย ถ้าขาดสายเมื่อใดจิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที
เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อย ๆ นึกพุทโธต่อไป
ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้นในที่สุดก็จะค่อย ๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้
ข้อควรจำ : ในการกำหนดจิตนั้น
ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ
เจตจำนงนี้คือตัว “ศีล”
การบริกรรม “พุทโธ” เปล่า ๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียรทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในครั้งต่อ ๆ ไป
แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง
การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
ดังนั้น ในการนึกพุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่องถึงความชัดเจน
และความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ
เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้
หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่ามีลักษณะการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา
บุรุษนั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา
ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย
เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้
ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย
เมื่อจิตค่อย ๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ
อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอกก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง
ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว
ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ
เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบและคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก
เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อย ๆ และสังเกตดูความรู้สึก และ พฤติแห่งจิต
ที่ฐานนั้น ๆ
บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ
๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว
ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์
อะไรเกิดขึ้น
ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ
พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอ ๆ
สติคอยกำหนด
ควบคุมอยู่อย่างเงียบ ๆ(รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กริยาจิตใด ๆ
ที่เกิดขึ้น
เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้นเป็นไปเช่นนี้เรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ
เข้าใจกิริยา
หรือ พฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือกิเลสปรุงจิต)
ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด
สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ
๓. อย่าส่งจิตออกนอก
กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม
รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลาย
อย่าได้ใส่ใจกับมัน)
ระวังจิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก
สังเกตการณ์หวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖
๔. จงทำญาณให้เห็นจิต
เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อเราสังเกตกิริยาจิต
ไปเรื่อย ๆ
จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ต่าง
ๆ อารมณ์ความนึกคิดต่าง ๆ
ก็จะค่อย ๆ ดับไปเรื่อยๆ จนจิตว่างจาดอารมณ์
แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ
อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง
การเห็นนี้
เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ
คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้
ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด
๕. แยกรูปถอดด้วยวิชชา
มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย
อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่ายังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด
(จิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำความสงบอยู่ใน จิต ไปเรื่อย ๆ
จนสามารถเข้าใจ พฤติของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน
เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า
เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เองไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อหาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด
มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อย ๆ จนหมด
หมายถึง เจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้
คำว่า แยกรูปถอด นั้น
หมายความถึง แยกรูปวิญญาณนั่นเอง
๖. เหตุต้องละ
ผลต้องละ
เมื่อเจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ต้องอิงอาศัยกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นเหตุเป็นผลใด
ๆ ทั้งสิ้น จิตก็อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความนึกคิดต่าง ๆ
อยู่เป็นอิสระปราศจากสิ่งใด ๆ ครอบงำอำพรางทั้งสิ้น
เรียกว่า “สมุจเฉทธรรมทั้งปวง”
๗. ใช้หนี้
ก็หมด พ้นเหตุเกิด เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่เล็กที่สุดเสียได้
กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้น
ก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง
เหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป
หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ตั้งแต่ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น
หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้กรรมอีก เพราะ กรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีกไม่อาจให้ผลต่อไปได้
เรียกว่า “พ้นเหตุเกิด”
๘. ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว
เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร เมื่อธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว
สิ่งที่เรียกว่า ธรรม
จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร
สิ่งที่ว่า ไม่มีธรรม นั่นแหละมันเป็นธรรมของมันในตัว (ผู้รู้นะจริง
แต่สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง)
เมื่อจิตว่างจาก พฤติ ต่าง ๆ
แล้ว จิตก็จะถึงความว่างที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป
จึงทราบได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้นไม่มีขอบเขต
ไม่มีประมาณ ซาบซึมอยู่ในสิ่งทุก ๆ สิ่ง และจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน
เมื่อจิตกับผู้รู้เป็นสิงเดียวกัน
และเป็นความว่างก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง
ไม่มีความเป็นอะไรจะไปรู้สภาวะอะไร ไม่มีสภาวะของใครจะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร
เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว
“จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง” จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมติบัญญัติทั้งปวง
เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำพูดและพ้นไปจากการกล่าวอ้างใด ๆ
ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของจักรวาลเดินเข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า
“นิพพาน”
โดยปกติ คำสอนธรรมะของ หลวงปู่ดูลย์
อตุโล นั้นเป็นแบบ “ปริศนาธรรม” มิใช่เป็นการบรรยายธรรม
ฉะนั้นคำสอนของท่านจึงสั้น จำกัดในความหมายของธรรม
เพื่อไม่ให้เฝือหรือฟุ่มเฟือยมากนัก เพราะจะทำให้สับสน
เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเขาย่อมเข้าใจได้เองว่า
กิริยาอาการของจิตที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายหลายอย่าง ยากที่จะอธิบายให้ได้หมด
ด้วยเหตุนั้น หลวงปู่ท่านจึงใช้คำว่า “พฤติจิต” แทนกิริยาทั้งหลายเหล่านั้น
คำว่า “ดูจิต อย่าส่งจิตออกนอก
ทำญาณให้เห็นจิต” เหล่านี้ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปทั้งหมดตลอดองค์ภาวนา
แต่เพื่ออธิบายให้เป็นขั้นตอน จึงจัดเรียงให้ดูง่ายเท่านั้น
หาได้จัดเรียงไปตามลำดับกระแสการเจริญจิตแต่อย่างใดไม่
ท่านผู้มีจิตศรัทธาในทางปฏิบัติ
เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำสอนแล้ว ตามธรรมดาการปฏิบัติในแนวนี้ ผู้ปฏิบัติจะค่อย ๆ
มีความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเองเป็นลำดับ ๆ ไป เพราะมีการใส่ใจสังเกตและกำหนดรู้
“พฤติแห่งจิต” อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเกิดปัญหาในระหว่างปฏิบัติ
ควรรีบเข้าหาครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระโดยเร็ว
หากประมาทแล้วอาจผิดพลาดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะคำว่า “มรรคปฏิปทา” นั้น
จะต้องอยู่ใน “มรรคจิต” เท่านั้น มิใช่มรรคภายนอกต่าง ๆ นานาเลย
การเจริญจิตเข้าสู่ที่สุดแห่งทุกข์นั้น
จะต้องถึงพร้อมด้วยวิสุทธิศีล วิสุทธิธรรม พร้อมทั้ง ๓ ทวาร คือ กาย วาจา ใจ
จึงจะยังกิจให้ลุล่วงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้” บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์ อตุโล)
รวบรวมและบันทึกไว้โดย พระราชวรคุณ
วัดบูรพาราม อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : ภาพวาดบนผนังพิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐาน
อัฐิฐาตุ
วัดบูรพาราม อ.เมือง จ. สุรินทร์