วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

Wat Khao Angkarn : วัดเขาอังคาร

Wat Khao Angkarn : วัดเขาอังคาร



พระอุโบสถวัดเขาอังคาร

The Ubosoth  Wat  khao Angkhan

วัดเขา อังคาร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์  ตั้งอยู่บนเขาพระอังคาร ภูเขาไฟที่ดับแล้ว  ห่างจากพนมรุ้ง 18 กิโลเมตร   วัดเขาอังคาร เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานของศิลปะไทยหลายสมัย ภายในอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังผนังเป็นเรื่องราวของพุทธศาสนา รอบพระอุโบสถ ล้อมรอบด้วยพระพุทธรูปจำนวนมาก  ในวัดแห่งนี้พบใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีซึ่งพบแห่งเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  นอกจากนี้บนเทือกเขาพระอังคารมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้าก่อนเข้าบริเวณภายในวัด

เขาพระอังคาร เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ในประวัติลายแทงธาตุพนมกล่าวว่า เมื่อ พุทธศักราช 8  มีการนำพระอังคารธาตุ ( เถ้ากระดูก) ของพระพุทธเจ้า มาประดิษฐาน ณ ภูเขาลูกนี้  จนถึงพุทธศักราช 2520 พระอาจารย์ปัญญา วุฒิโธ  จึงได้มาสร้างวัดบนยอดเขา  และนำพระอังคารธาตุขึ้นบรรจุในสถูปบนยอดของอุโบสถที่สร้างขึ้น  โดยนำศิลปะสมัยต่างๆมาผสมผสานกัน  ภายในบริเวณวัด  นอกจากจะมีสถาปัตยกรรมไทยที่ประยุกต์ สวยงามหลากหลายแล้ว ยังมีโบราณวัตถุที่สำคัญคือ  ใบเสมาหินบะซอลท์สมัยทวาราวดี  ซึ่งพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย  ตั้งอยู่รอบอุโบสถ  ใบเสมาเหล่านี้  มีภาพสลักรูปบุคคล สถูป  ดอกบัว และธรรมจักร  สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 13 -14  อายุประมาณ 1,300 ปี  เป็นหลักฐานว่าที่นี่ เคยเป็นพุทธสถานมาแต่โบราณ

Wat Khao Angkarn, one of the most popular tourist attractions in Buriram,
is on an extinct volcano 18 kilometers from Phanom Rung. Wat Khao Angkhan represents an interesting mixture of architecture from various periods including ordination hall, pavilion and building. Inside the main building are wall murals and stories of Buddhism told in English and the ordination hall was surrounded by Buddha images. Many Dvaravati sandstone temple boundary markers, which have rarely been found in the northeast, have been discovered here. Furthermore, on the massif of Khao Angkarn is a huge reclining Buddha image.
Khao Phra Angkhan  : It  is  locate  on  top  of  Phu  Khao  Angkhan  at  Ban Charoen Suk, Amphoe Chaloem Phra  Kiat, Buriram Province, is  an  extinct  volcano mentioned  in  the  legend  of  that Phanom  that  in 535 BC, Buddha’s ashes  were  place  here. In 1977, Phra Achan Panyawutthito  came  to  build  a  temple  on  the  hilltop  and  moved  the  Buddha’s ashes to  store  in  the  stupas  on  the  top  of  ubosoth  which  built in  a  unique style  combining  Thai  arts of  various  periods. Surrounding  the  ubosoth  are  ancient  Sema  stones(boundary  stones) from  Davaravati  period  made  of  basalt  which  found  nowhere  else  in  Thailand. On  this  Sema  are  bas – relief  of  person, stupa, lotus  and  wheel  of  dramacakra – the  wheel  of  the Doctrine  date  back  to  the 8th – 9 th  Century  or  about 1300 years  ago. They proved   the  ancient  communities’ belief  in  Buddhism  around  this  are  in  the  past.

พระพุทธรูปปางไสยาสน์ด้านหน้าวัดเขาอังคาร   

Reclining Buddha at in  front  of Wat Khao Angkarn


วัดเขาอังคารด้านทิศใต้   
The  south of Wat  Khao Angkarn


พระอุโบสถ
 The ordination hall ( The  East)


พระพุทธรูปประธานในโบสถ์

  Principle Buddha statue in a temple


พระพุทธรูปรอบพระอุโบสถ 

The Buddha statue surrounding the ordination hall


พระพุทธรูปรอบพระอุโบสถ 

The Buddha statue surrounding the ordination hall


พระพุทธรูปรอบพระอุโบสถ 

The Buddha statue surrounding the ordination hall



เจดีย์ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป

Stupa : Pagodas for Buddha statue



พระอุโบสถ (ซ้าย)และเจดีย์ (ขวา)
The ordination hall ( Left) and  the 
Stupa 


พระพุทธรูปปางนั่ง  Seated Buddha statue  in  the small Stupa


พระพุทธรูปรอบพระอุโบสถ 

The Buddha statue surrounding the ordination hall



เจดีย์ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป  
Stupa : Pagodas for Buddha statue
(It  also  symbolic  of  the  universe. )


พระพุทธรูปปางไสยาสน์ด้านหลังผนังอุโบสถวัดเขาอังคาร  
 Reclining Buddha at back of Ubosoth of  Wat  Khao  Angkarn



ธรรมจักร
  
Dramachakra : The  wheel  of  the  low


ใบเสมาสลักด้วยหินทรายสมัยทวารวดี
  
Dvaravati sandstone temple boundary  markers 


พระพุทธรูปปางนาคปรก
  
Seated  Buddha at Wat Khao Angkarn




ดอกไม้บานรับฤดูร้อนช่วงเดือนกุมภาพันธ์

Summer flowers are blooming in February 

 Reference
: The  Billboard  of  Buriram  provincial office  of  tourism  and  sport.




วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

Sdok Kok Thom : ปราสาทสด๊กก๊อกธม

Sdok Kok Thom : ปราสาทสด๊กก๊อกธม 
ประวัติและคุณค่าความสำคัญ
                                                                              
                                                      เนื้อหาโดย Vasu   Poshyanandana 


ปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นโบราณสถานประเภทหิน ตั้งอยู่ที่บ้านหนองเสม็ด หมู่ ๓ ตำบลโคกสูง กิ่งอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นศาสนสถานฮินดู ที่สร้างขึ้นตามลักษณะศิลปะเขมรแบบคลังต่อบาปวน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ๑๖

มีการสำรวจพบศิลาจารึกสองหลัก ซึ่งตั้งชื่อว่า จารึกสด๊กก๊อกธม ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์เขมรเป็นอย่างมาก นักวิชาการชาวฝรั่งเศสซึ่งทำการศึกษาประวัติศาสตร์เขมรได้อาศัยศิลาจารึกนี้เป็นหลักฐานสำคัญในการอ้างอิง

ปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้จึงมีชื่อเสียงอย่างมากในหมู่นักวิชาการเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับศิลาจารึกที่สำรวจพบในพื้นที่ จารึกหลักที่ ๑ (จารึกสด๊กก๊อกธม ๑) ตามข้อมูลของหอสมุดแห่งชาติระบุว่า เจ้าหน้าที่กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้นำมามอบให้ผู้เชี่ยวชาญอักษรภาษาโบราณ อ่านแปลเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ มีเนื้อความกล่าวถึงการสร้างศาสนสถานขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๕   เพื่อเป็นเทวสถานประดิษฐานศิวลึงค์ ตามความในจารึกดังกล่าวในปีพุทธศักราช ๑๔๘๐พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ โปรดให้กำเสตญอัญศรีวีเฐนทรวรมัน ใช้ให้ปรัตยยะนำศิลาจารึกมาปักไว้ เพื่อประกาศห้ามเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเรียกข้าพระของเทวสถานแห่งนี้ไปใช้ในกิจการอื่น ให้ใช้ข้าพระดังกล่าวเฉพาะการปฏิบัติบูชาบำรุงรักษาเทวรูป ศิวลึงค์ และรูปเคารพอันประดิษฐานอยู่ ณ เทวสถาน(แห่งนี้) เท่านั้น

ส่วนจารึกหลักที่ ๒ (จารึกสด๊กก๊อกธม ๒ ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงตั้งแต่การเข้าไปสำรวจปราสาทครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้ โดยนายเอโมนิเยร์) นั้นกล่าวว่า เป็นการกล่าวสรรเสริญเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ในโอกาสที่ได้สร้าง(บูรณะปฏิ สังขรณ์?) ปราสาทแห่งนี้สำเร็จในปีพุทธศักราช ๑๕๙๕ และนอกจากนี้แล้วยังบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับประวัติอารยธรรมทางด้านศาสนา ซึ่งบ่งชัดเจนว่ากษัตริย์แห่งอาณาจักรกัมพูชาเป็นผู้อุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา โดยมีพราหมณ์ปุโรหิตเป็นผู้นำทางศาสนา เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ และเป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้าและกษัตริย์ นอกจากนี้ในจารึกยังกล่าวถึงประวัติการสืบสายสกุลของพราหมณ์ผู้เป็นใหญ่ในราชสำนักเขมร การปฏิบัติพระเทวราชและรูปเคารพ การสร้างหมู่บ้าน การบุญต่างๆในพระศาสนา เป็นต้น

จารึกหลักแรกระบุศักราช พ.ศ. ๑๔๘๐ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔
 จารึกหลักที่สอง ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ. ๑๕๙๕ กล่าวถึงการที่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ พระราชทานเทวสถานอุทิศแด่พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ นอกจากนี้ยังได้เล่าเรื่องย้อนหลังขึ้นไปอีกราว ๒๐๐ ปี กล่าวถึงต้นตระกูลพราหมณ์คนแรก ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ผู้ทรงรวบรวมอาณาจักรเจนละบกและเจนละน้ำเข้าด้วยกันและสร้างเมืองพระนครขึ้น จึงกลายเป็นหลักฐานอ้างอิงที่สำคัญในการกำหนดยุคสมัยของประวัติศาสตร์เขมรและประวัติศาสตร์ศิลปะเขมร ตั้งแต่ยุคแห่งการสร้างเมืองพระนครมาจนถึงในรัชสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒

อนึ่งมีข้อน่าสังเกตว่าจารึกสด๊กก๊อกธม ๑ ตามข้อมูลของหอสมุดแห่งชาติระบุว่าพบที่บ้านสระแจง ไม่ได้นำมาจากที่ปราสาทโดยตรง ส่วนจารึกสด๊กก๊อกธม ๒ ระบุว่าพบที่ปราสาทเมืองพร้าว ซึ่งเป็นชื่อเดิมของปราสาทสด๊กก๊อกธม และจากการขุดตรวจชั้นดินบริเวณทางดำเนินภายในตัวปราสาทบางส่วน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖ ยังไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างใดๆ ก่อนที่จะมีการสร้างปราสาทสด๊กก๊อกธมดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ใน จ.สระแก้วยังมี ปราสาทเขาสระแจงดงรัก ซึ่งศาตราจารย์หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงวิเคราะห์ไว้ว่าเป็นปราสาทที่มีอายุสมัยระหว่างปี พ.ศ.๑๖๐๐ -๑๖๕๐ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ ตามที่ระบุในจารึกสด๊กก๊อกธม ๑

จากปีที่ระบุไว้ในจารึกสด๊กก๊อกธมหลักแรกใจความที่กล่าวถึงการสร้าง
ศาสนสถาน ทำให้อาจเป็นไปได้ว่ามีอาคารที่สร้างขึ้นในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ ซึ่งจัดว่าเป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ และถ้าหากจะอ้างอิงข้อมูลในจารึกหลักที่ ๒ ซึ่งมีความชัดเจนว่าเคยตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเทวาลัยที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็อาจจะเชื่อได้อีกเช่นกันว่าได้สร้างปราสาทสด๊กก๊อกธมขึ้นหรือมีการปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ซึ่งเป็นศิลปะแบบบาปวน ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สร้างความสงสัยให้เราหาเหตุผลอื่นมาสนับสนุนเพื่อค้นหาคำตอบ

ข้อมูลจากการทดลองประกอบหินหล่นและการขุดแต่งได้มาผสมผสานกันเข้าเป็นข้อมูลทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานที่สามารถตรวจสอบและยืนยันได้ด้วยการศึกษาเปรียบเทียบกับรูปแบบสถาปัตยกรรมเขมรที่มีการเรียงลำดับอายุสมัยไว้แล้วโดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศส จากการวิเคราะห์แต่ละองค์ประกอบทำให้สามารถสรุปได้ว่าสิ่งก่อสร้างของปราสาทสด๊กก๊อกธมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างยุคสมัยคลังหรือเกลียง (Khleang) และสมัยบาปวน (Baphuon) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ สอดคล้องกับหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในจารึกสด๊กก๊อกธมหลักที่ ๒ ซึ่งระบุถึงรัชสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างปราสาทบาปวนขึ้นเป็นปราสาทประจำรัชกาลที่เมืองพระนคร แต่ด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมในบางองค์ประกอบที่ยังคงมีรูปแบบค่อนข้างโน้มเอียงไปในลักษณะของยุคก่อนมากกว่าจึงสันนิษฐานได้ว่า เป็นการปฏิสังขรณ์เทวาลัยที่มีมาก่อนการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ หรือเป็นการก่อสร้างในช่วงตอนต้นของรัชสมัย โดยมีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่ให้ข้อมูลสำคัญที่แสดงถึงลักษณะเฉพาะของยุคสมัยที่ทำการก่อสร้างปราสาท เช่น รูปแบบของปราสาทประธาน และ การตั้งเสาหินที่มีลักษณะเหมือนเสานางเรียงขนาดเล็ก ล้อมรอบปราสาทประธาน เหมือนเป็นการแสดงถึงปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏที่ใดมาก่อน

ดังนั้นลักษณะทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของปราสาทสด๊กก๊อกธม
จึงสามารถใช้ข้อมูลของเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเปรียบเทียบสำหรับการศึกษาทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมในสมัยคลังต่อบาปวน ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์ปราสาทหินที่อยู่ร่วมสมัยในแหล่งอื่นๆต่อไป



ทางดำเนินจากภายนอกเข้าสู่ระเบียงคตชั้นแรก
Processional way leading to  the  first archway 



เสานางเรียง ที่ประดับสองข้างทางดำเนิน
Boundary stone on  either side of  Processional way


ซุ้มประตูแก้วทิศตะวันออก
The East  archway


มุมจากซุ้มประตูแก้วชั้นในสู่ชั้นนอก 
View from  the  second  archway to the  first


ปราสาทประธาน 
The   main  Prang


ปราสาทประธาน  
The   main  Prang : View from  the South Eastern


ปราสาทประธาน  
The   main  Prang : View from  the South archway


ซุ้มประตูแก้วชั้นใน  
The  second  archway : View from  to the  Top of  the   main  Prang


ซุ้มประตูแก้วชั้นใน  
The  second  archway


ห้องสมุดองค์ทิศใต้
The South Library 


ห้องสมุดองค์ทิศเหนือ 
The   North Library


ระเบียงคตด้านทิศตะวันออก 
The Intside of  East boundary wall and archway


ทางดำเนินจากระเบียงคตชั้นนอกสู่ระเบียงคตชั้นใน 
The First Processional way leading to  the  second  archway


ทับหลังบนซุ้มประตูแก้วชั้นใน  
The Lintel on  the East second  archway


ระเบียงคตด้านทิศเหนือ 
The North boundary wall


ระเบียงคตด้านทิศตะวันตก 
The West boundary wall


บริเวณขอบเขตปราสาทชั้นใน  จากทิศตะวันออกเฉียงใต้ 
The Inside area of sanctuary : View from the South Eastern 


บริเวณขอบเขตปราสาทชั้นใน  จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  
The Inside area of sanctuary : View from the North Eastern


บารายด้านทิศตะวันออก 
The  East Baray 


ระเบียงคตด้านทิศตะวันออก  
The East boundary wall


กำแพงด้านทิศใต้  
The South  wall


อ่างเก็บน้ำด้านทิศตะวันออก  
The  East  reservoir  of  the  sanctuary

Sdok Kok Thom

Sdok Kok Thom (Khmer: ស្តុកកក់ធំ,Thai: สด๊กก๊อกธม, Sadok Kok Thom), or Sdok Kak Thom, is an 11th-century Khmer temple in present-day Thailand, located about 34 kilometres (21 mi) northeast of the Thai border town of Aranyaprathet. The temple was dedicated to the Hindu god Shiva. Constructed by a prominent priestly family, Sdok Kok Thom is best known as the original site of one of the most illuminating inscriptions left behind by the Khmer Empire, which ruled much of Southeast Asia from the end of the 9th century to the 15th century.
Built of red sandstone and laterite, the temple is a prime example of a provincial seat of worship during the empire's golden age. It is small by the standards of the major monuments in Angkor, the empire's capital, but shares their basic design and religious symbolism. In its 11th Century heyday during the reign of King Udayādityavarman II, the temple was tended by its Brahmin patrons and supported with food and labor by the people of surrounding rice-farming villages.
Scholars disagree as to the meaning of the name, which refers in old Khmer to the temple's setting. Translations include Great Reed Lake, Large Reservoir with Herons, and Abundant Reeds in a Large Swamp.
At the center of the temple is a sandstone tower, which served as the main sanctuary, probably sheltering a linga, symbol of Shiva. The tower's door is on the east, approached by steps; the other three sides have false doors. A few meters to the northeast and southeast are two sandstone structures known as libraries, with large side windows and laterite bases. Enclosing the tower and libraries is a rectangular courtyard measuring roughly 42 by 36 meters and having galleries on all four sides. On the court's eastern side is a gopura, or gate, reflecting the temple's orientation to the east.  In various places in the temple, there is extensive carving on stone, including floral decoration, Naga serpents and a figure that appears to be the reclining Hindu god Visnu
A moat, likely representing the Hindu Sea of Creation, lies beyond each of the courtyard's four sides. An avenue leads east from the gopura. A laterite wall standing approximately 2.5 meters high and measuring 126 meters from east to west and 120 meters south to north provides additional enclosure to the entire complex. The midpoint of the eastern side of this wall has an elaborate gopura, standing on a laterite base. About 200 meters to the east of this gopura, along a laterite-paved avenue with free-standing stone posts on either side, is a baray, or holy reservoir, measuring roughly 200 by 370 meters.
                                 
                             Copy from: http://en.wikipedia.org/wiki/Sdok_Kok_Thom

ขอบพระคุณ  : Vasu Poshyanandana .ปราสาทสด๊กก๊อกธม : ประวัติและคุณค่าความสำคัญ
           : http://en.wikipedia.org/wiki/Sdok_Kok_Thom

Photos : vanida  boonphitak