วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หลวงปู่ฝากไว้ : ไม่ค่อยแจ่ม


ไม่ค่อยแจ่ม

 
กระผมได้อ่านประวัติการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เมื่อสมัยเดินธุดงค์ว่า หลวงปู่เข้าใจเรื่องจิตได้ดีว่า จิตปรุงกิเลส หรือว่ากิเลสปรุงจิต ข้อนี้หมายความว่าอย่างไร ฯ
หลวงปู่อธิบายว่า
 
“จิตปรุงกิเลส คือ การที่จิตบังคับให้กาย วาจา ใจ กระทำสิ่งภายนอก ให้มี ให้เป็น ให้ดี ให้เลว ให้เกิดวิบากได้แล้ว ยึดติดอยู่ว่า นั่นเป็นตัว นั่นเป็นตน ของเรา ของเขา ส่วนกิเลสปรุงจิต คือ การที่สิ่งภายนอกเข้ามาทำให้จิตเป็นไปตามอำนาจของมัน แล้วยึดว่ามีตัวมีตนอยู่  สำคัญผิดจากความเป็นจริงอยู่ร่ำไป”
 


คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : เดชาชาติ  เทียนเสม.  ผู้เขียนภาพ จากหนังสือภาพ ชุดพุทธประวัติ 
                     สำนักพิมพ์บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พ.ว.) ๒๕๕๔.

หลวงปู่ฝากไว้ : ว่าง


ว่าง

 
 
      ในสมัยต่อมา หลวงพ่อเบธ พร้อมด้วยพระสหธรรมิกอีกสองรูป และมีคฤหัสถ์หลายคนด้วย เข้านมัสการหลวงปู่ ฯ

หลังจากหลวงปู่ได้แนะนำข้อปฏิบัติแก่ผู้ที่เข้ามาใหม่แล้วหลวงพ่อเบธถามถึงข้อปฏิบัติที่หลวงปู่แนะเมื่อคราวที่แล้ว ว่าการปล่อยวางอารมณ์นั้นทำได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจให้อยู่ได้เป็นเวลานาน ฯ

หลวงปู่ว่า

“แม้ที่ว่าปล่อยวางอารมณ์ได้ชั่วขณะหนึ่งนั้น ถ้าสังเกตจิตไม่ดี หรือสติไม่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว ก็อาจเป็นได้ว่าละจากอารมณ์หยาบไปอยู่กับอารมณ์ละเอียดก็ได้ จึงต้องหยุดความคิดทั้งปวงเสีย แล้วปล่อยจิตให้ตั้งอยู่บนความไม่มีอะไรเลย”



คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : เดชาชาติ  เทียนเสม.  ผู้เขียนภาพ จากหนังสือภาพ ชุดพุทธประวัติ 
                     สำนักพิมพ์บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พ.ว.) ๒๕๕๔.

หลวงปู่ฝากไว้ : ละเอียด


ละเอียด

 
หลวงพ่อเบธ วัดป่าโคกหม่อน ได้เข้าสนทนาธรรมถึงการปฏิบัติทางสมาธิภาวนา เล่าถึงผลของการปฏิบัติขั้นต่อ ๆ ไปว่า ได้บำเพ็ญสมาธิภาวนามานาน ให้จิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิได้เป็นเวลานาน ๆ ก็ได้ ครั้นถอยจากสมาธิออกมา บางทีก็เกิดความสุขเอิบอิ่มอยู่เป็นเวลานาน บางทีก็เกิดความสว่างไสว เข้าใจสรรพางค์กายได้อย่างครบถ้วน หรือจะมีอะไรต้องปฏิบัติต่อไปอีก ฯ
หลวงปู่ว่า
“อาศัยพลังอัปปนาสมาธินั่นแหละ มาตรวจสอบจิตแล้วปล่อยวางอารมณ์ทั้งหมด
อย่าให้เหลืออยู่”



คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : เดชาชาติ  เทียนเสม.  ผู้เขียนภาพ จากหนังสือภาพ ชุดพุทธประวัติ 
                     สำนักพิมพ์บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พ.ว.) ๒๕๕๔.

หลวงปู่ฝากไว้ : เมื่อกล่าวถึงสัจธรรมแล้วย่อมลงสู่กระแสเดียวกัน


เมื่อกล่าวถึงสัจธรรมแล้วย่อมลงสู่กระแสเดียวกัน

 
มีท่านผู้คงแก่เรียนหลายท่านชอบถามว่า คำกล่าวหรือเทศน์ของหลวงปู่ ดูคล้ายนิกายเซ็น หรือคล้ายมาจากสูตรเว่ยหล่าง เป็นต้น อาตมาเรียนถามหลวงปู่ก็หลายครั้ง ในที่สุดท่านกล่าวอย่างเป็นกลางว่า
 
“สัจธรรมทั้งหมดมีอยู่ประจำโลกอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมนั้นแล้ว ก็นำมาสั่งสอนสัตว์โลก เพราะอัธยาศัยของสัตว์ไม่เหมือนกัน หยาบบ้าง ประณีตบ้าง พระองค์จึงเปลืองคำสอนไว้มากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อมีนักปราชญ์ฉลาดสรรหาคำพูดให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อจะอธิบายสัจธรรมนั้นนำมาตีแผ่เผยแจ้งแก่ผู้มุ่งสัจธรรมด้วยกัน เราย่อมจะต้องอาศัยแนวทางในสัจธรรมนั้นที่ตนเองไตร่ตรองเห็นแล้วว่าถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดนำแผ่ออกไปอีก โดยไม่ได้คำนึงถึงคำพูด หรือไม่ได้ยึดติดในอักขระพยัญชนะตัวใดเลยแม้แต่น้อยเดียว”
 

คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : เดชาชาติ  เทียนเสม.  ผู้เขียนภาพ จากหนังสือภาพ ชุดพุทธประวัติ 
                     สำนักพิมพ์บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พ.ว.) ๒๕๕๔.

หลวงปู่ฝากไว้ : วิธีระงับดับทุกข์แบบหลวงปู่


วิธีระงับดับทุกข์แบบหลวงปู่

 
ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๐ โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ กำลังครอบงำข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทยอย่างหนัก คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา และทุกข์ แน่นอน ความทุกข์โศกอันนี้ย่อมปกคลุมถึงบุตรภรรยาด้วย ฯ
จึงมีอยู่วันหนึ่ง คุณหญิงคุณนายหลายท่านได้ไปนมัสการหลวงปู่ พรรณนาถึงความทุกข์โศกที่กำลังได้รับอยู่ เพื่อให้หลวงปู่ได้แนะวิธีหรือช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่ท่านจะเมตตา ฯ
หลวงปู่ว่า
“บุคคลไม่ควรเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์ถึงสิ่งนอกกายทั้งหลายที่มันผ่านพ้นไปแล้ว มันหมดไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้นมันได้ทำหน้าที่ของมันอย่างถูกต้องโดยสมบูรณ์ที่สุดแล้ว”
 


คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : เดชาชาติ  เทียนเสม.  ผู้เขียนภาพ จากหนังสือภาพ ชุดพุทธประวัติ 
                     สำนักพิมพ์บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พ.ว.) 2554.
 

หลวงปู่ฝากไว้ : ปรารภธรรมะให้ฟัง


ปรารภธรรมะให้ฟัง

 
 

คำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เป็นเพียงอุบายให้คนทั้งหลายหันมาดูจิตนั่นเอง คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมายก็เพราะกิเลสมีมากมาย แต่ทางที่ดับทุกข์ได้มีทางเดียวคือพระนิพพาน การที่เรามีโอกาสปฏิบัติธรรมที่ถูกทางเช่นนี้มีน้อยนัก หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไปเราจะหมดโอกาสพ้นทุกข์ได้ทันในชาตินี้ แล้วจะต้องหลงอยู่ในความเห็นผิดอีกนานแสนนาน เพื่อจะพบธรรมอันเดียวกันนี้ ดังนั้น เพื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วรีบปฏิบัติให้หลุดพ้นเสีย มิฉะนั้นจะเสียโอกาสอันดีนี้ไป เพราะว่า เมื่อสัจธรรมถูกลืม ความมืดมนย่อมครอบงำปวงสัตว์ให้อยู่ในกองทุกข์สิ้นกาลนาน
 
มิใช่ครั้งเดียวเท่านั้นที่หลวงปู่เปรียบเทียบธรรมะให้ฟังมีอยู่อีกครั้งหนึ่งหลวงปู่ว่า
 
“ปัญญาภายนอกคือปัญญาสมมติ ไม่ทำให้จิตแจ้งในพระนิพพานได้ ต้องอาศัยปัญญาอริยมรรคจึงจะเข้าถึงพระนิพพานได้ ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ เช่น ไอน์สไตน์ มีความรู้มาก มีความสามารถมาก แยกปรมณูที่เล็กที่สุดจนเข้าถึงมิติที่ ๔ แล้ว แต่ไอน์สไตน์ไม่รู้จักพระนิพพาน จึงเข้าพระนิพพานไม่ได้ จิตที่แจ้งในอริยมรรคเท่านั้นจึงเป็นไปเพื่อการตรัสรู้จริง ตรัสรู้ยิ่ง ตรัสรู้พร้อม เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เป็นไปเพื่อนิพพาน”
 

คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : เดชาชาติ  เทียนเสม.  ผู้เขียนภาพ จากหนังสือภาพ ชุดพุทธประวัติ 
                     สำนักพิมพ์บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พ.ว.) 2554.
 

หลวงปู่ฝากไว้ : ทำโดยกิริยา


ทำโดยกิริยา

 
บางครั้งอาตมานึกไม่สบาย เกรงว่าตัวเองจะมีบาป ที่เป็นผู้มีส่วนให้หลวงปู่ต้องแวะเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านไม่สนใจหรือไม่ถนัดใจครั้งแรก คือ วันนั้นหลวงปู่ไปร่วมงานเปิดพิพิธภัณฑ์บริขารท่านอาจารย์มั่น ที่วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร มีพระเถระฝ่ายวิปัสสนามาก ประชาชนก็มาก เขาเหล่านั้นจึงถือโอกาสเข้าหาครูบาอาจารย์ทั้งเพื่อกราบเพื่อขอ จึงมีหลายคนที่มาขอให้หลวงปู่เป่าหัว เมื่อเห็นท่านเฉยอยู่ จึงขอร้องท่านว่า หลวงปู่เป่าให้เขาให้แล้ว ๆ ไป ท่านจึงเป่าให้ ต่อมาเมื่อเสียไม่ได้ก็เจิมรถให้เขา ทนอ้อนวอนไม่ได้ก็อนุญาตให้เขาทำเหรียญ อดสงสารไม่ได้ก็จุดเทียนชัยให้ และเข้าพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ฯ
แต่ก็มีความสบายใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อมีคำหลวงปู่ว่า
“การกระทำของเราในสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงกิริยากายภายนอกที่เป็นไปในสังคม หาใช่เป็นกิริยาจิตที่นำไปสู่ภพ ภูมิ หรือมรรคผลนิพพานแต่ประการใด”
 
คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
         ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
         รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
        วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : จิตรกรรมฝาผนัง อุโบสถวัดอรุณราชวราราม  กรุงเทพมหานคร

หลวงปู่ฝากไว้ : มีปรกติไม่แวะเกี่ยว


มีปรกติไม่แวะเกี่ยว

 
อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่เป็นเวลานานสามสิบกว่าปี จนถึงวาระสุดท้ายของท่านนั้น เห็นว่าหลวงปู่มีปฏิปทาตรงต่อพระธรรมวินัยตรงต่อการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์อย่างเดียว ไม่แวะเกี่ยวกับวิชาอาคมของศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งชวนสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย เช่น มีคนขอให้เป่าหัวให้ ก็ถามว่าเป่าทำไม มีคนขอให้เจิมรถ ก็ถามเขาว่าเจิมทำไม มีคนขอให้บอกวันเดือนหรือฤกษ์ดี ก็บอกว่าวันไหนก็ดีทั้งนั้น หรือเมื่อท่านเคี้ยวหมาก มีคนขอชานหมาก ฯ
หลวงปู่ว่า
“เอาไปทำไม ของสกปรก”
 
 
 
คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : จิตรกรรมฝาผนัง อุโบสถวัดอรุณราชวราราม  กรุงเทพมหานคร
 
 

หลวงปู่ฝากไว้ : หนัก ๆ ก็มีบ้าง


หนัก ๆ ก็มีบ้าง
 
 
 
พระอาจารย์สำเร็จ บวชมาแต่วัยเด็ก จนอายุใกล้หกสิบปี่แล้ว เป็นพระฝ่ายวิปัสสนา ปฏิบัติเคร่งครัด ชื่อเสียงดี มีคนเคารพนับถือมาก แต่ที่สุดก็ไปไม่รอด จิตใจเสื่อมลง เนื่องจากไปหลงรักลูกสาวของโยมอุปัฏฐาก ถึงขั้นมาขอลาหลวงปู่สึกไปแต่งงาน ฯ
ทุกคนตกตะลึงกับข่าวนี้มาก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะปฏิปทาของท่านเป็นที่ยอมรับว่าจะต้องอยู่ในสมณวิสัยจนตลอดชีวิต หากเป็นเช่นนั้นไปก็จะเป็นการเสื่อมเสียแก่วงการฝ่ายวิปัสสนาอย่างยิ่ง พระเถระคณะสงฆ์และสานุศิษย์ของท่านจึงช่วยกันป้องกันทุกวิถีทางเพื่อให้ท่านเปลี่ยนใจที่จะคิดสึกเสียโดยเฉพาะหลวงปู่เรียกมาตักเตือนแก้ไขอย่างไรก็ไม่สำเร็จ สุท้ายอาจารย์สำเร็จกล่าวต่อหลวงปู่ว่า กระผมอยู่ไม่ได้ เพราะนั่งภาวนาทีไรเห็นใบหน้าเขามาล่องลอยปรากฏต่อหน้าอยู่ตลอดเวลา ฯ
หลวงปู่ตอบเสียงดังว่า
“ก็ไม่ภาวนาดูจิตของตัวเอง ไปภาวนาดูก้นของเขามันก็เห็นแต่ก้นเขาอยู่ร่ำไปนั่นแหละ ไป อยากไปไหนก็ไปตามสบาย ไปเถอะ”
 

คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
               ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : จิตรกรรมฝาผนัง อุโบสถวัดอรุณราชวราราม  กรุงเทพมหานคร
 

หลวงปู่ฝากไว้ : เตือนศิษย์ไม่ให้ประมาท


เตือนศิษย์ไม่ให้ประมาท





เพื่อป้องกันความประมาท หรือมักง่ายต่อการประพฤติปฏิบัติของพระเณร หลวงปู่จึงสรรหาคำสอนตักเตือนไว้อย่างลึกซึ้งว่า

“คฤหัสถ์ชน ญาติโยมทั่วไป เขาประกอบอาชีพการงานด้วยความยากลำบาก เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุข้าวของเงินทองมาเลี้ยงครอบครัวลูกหลานของตน แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่างไรเขาก็ต้องต่อสู้ ขณะเดียวกันเขาก็อยากได้บุญได้กุศลด้วย จึงพยายามเสียสละทำบุญ ลุกขึ้นแต่เช้า หุงหาอาหารอย่างดีคอยใส่บาตร ก่อนใส่ เขายกอาหารขึ้นท่วมหัวแล้วตั้งจิตอธิษฐานครั้นใส่บาตรแล้วก็ถอยไปย่อตัวยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง ที่เขาทำเช่นนั้นก็เพื่อต้องการบุญต้องการกุศลจากเรานั่นเอง แล้วเราเล่า มีบุญกุศลอะไรบ้างที่จะให้เขา ได้ประพฤติตนให้สมควรที่จะรับเอาของเขามากินแล้วหรือ”
 
 
 
คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
          ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
          รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
         วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ : จิตรกรรมฝาผนัง อุโบสถวัดอรุณราชวราราม  กรุงเทพมหานคร
 

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หลวงปู่ฝากไว้ : หลักธรรมแท้


หลักธรรมแท้


มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติชอบพูดถึง คือ ชอบโจษขานกันว่านั่งภาวนาแล้วเห็นอะไรบ้าง ปรากฏอะไรมาบ้าง หรือไม่ก็ว่าตนนั่งภาวนามานานแล้วไม่เคยเห็นปรากฏอะไรออกมาบ้างเลย หรือไม่บางคนก็ว่า ตนได้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่เสมอ ทำให้บางคนเข้าใจผิดคิดว่า ภาวนาแล้วจะได้เห็นสิ่งที่ต้องการเป็นต้น ฯ
หลวงปู่เคยเตือนว่า การภาวนาเช่นนั้นผิดทั้งหมด เพราะการภาวนานั้นเพื่อให้เข้าถึงหลักธรรมที่แท้จริง
“หลักธรรมที่แท้จริงนั้น คือจิต ให้กำหนดดูจิตให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจจิตตัวเองได้ลึกซึ้งแล้วนั่นแหละได้แล้วซึ่งธรรม”


คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ :   รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งและรูปหล่อหลวงปู่ดุลย์  อตุโล .
                       พิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐาน อัฐิฐาตุ วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์

หลวงปู่ฝากไว้ : ทำจิตให้สงบได้ยาก


ทำจิตให้สงบได้ยาก


การปฏิบัติภาวนาสมาธินั้น จะให้ได้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้ บางคนได้ผลเร็ว บางคนก็ช้า หรือยังไม่ได้ผลลิ้มรสแห่งความสงบเลยก็มี แต่ก็ไม่ควรท้อถอย ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ได้ประกอบความเพียรทางใจ ย่อมเป็นบุญเป็นกุศลขั้นสูง ต่อจากการบริจาคทาน รักษาศีล เคยมีลูกศิษย์จำนวนมากเรียนถามหลวงปู่ว่าอุตส่าห์พยายามภาวนาสมาธินานมาแล้ว แต่จิตไม่เคยสงบเลยแส่ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย มีวิธีอื่นใดบ้างที่พอจะปฏิบัติได้ ฯ

หลวงปู่เคยแนะนำวิธีอีกอย่างหนึ่งว่า

“ถึงจิตไม่สงบ ก็ไม่ควรให้มันออกไปไกล ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้ ดูให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระแก่นสารไม่ได้ เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็เกิดความสลด สังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่ายคลายกำหนัด ย่อมตัดอุปาทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน”
 
 
คัดลอกจาก : “หลวงปู่ฝากไว้”  บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
                       ของพระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์  อตุโล)  
                      รวบรวมและบันทึกไว้โดย  พระราชวรคุณ 
                      วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์
ข้อมูลภาพ :   ภาพวาดบนผนังพิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐาน อัฐิฐาตุ 
            วัดบูรพาราม  อ.เมือง จ. สุรินทร์