Sdok Kok Thom : ปราสาทสด๊กก๊อกธม
ประวัติและคุณค่าความสำคัญ
เนื้อหาโดย Vasu Poshyanandana
ปราสาทสด๊กก๊อกธม
เป็นโบราณสถานประเภทหิน ตั้งอยู่ที่บ้านหนองเสม็ด หมู่ ๓ ตำบลโคกสูง
กิ่งอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นศาสนสถานฮินดู
ที่สร้างขึ้นตามลักษณะศิลปะเขมรแบบคลังต่อบาปวน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ –
๑๖
มีการสำรวจพบศิลาจารึกสองหลัก
ซึ่งตั้งชื่อว่า จารึกสด๊กก๊อกธม
ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์เขมรเป็นอย่างมาก
นักวิชาการชาวฝรั่งเศสซึ่งทำการศึกษาประวัติศาสตร์เขมรได้อาศัยศิลาจารึกนี้เป็นหลักฐานสำคัญในการอ้างอิง
ปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้จึงมีชื่อเสียงอย่างมากในหมู่นักวิชาการเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับศิลาจารึกที่สำรวจพบในพื้นที่
จารึกหลักที่ ๑ (จารึกสด๊กก๊อกธม ๑) ตามข้อมูลของหอสมุดแห่งชาติระบุว่า
เจ้าหน้าที่กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้นำมามอบให้ผู้เชี่ยวชาญอักษรภาษาโบราณ
อ่านแปลเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๑
มีเนื้อความกล่าวถึงการสร้างศาสนสถานขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๕ เพื่อเป็นเทวสถานประดิษฐานศิวลึงค์ ตามความในจารึกดังกล่าวในปีพุทธศักราช ๑๔๘๐พระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ โปรดให้กำเสตญอัญศรีวีเฐนทรวรมัน
ใช้ให้ปรัตยยะนำศิลาจารึกมาปักไว้
เพื่อประกาศห้ามเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเรียกข้าพระของเทวสถานแห่งนี้ไปใช้ในกิจการอื่น
ให้ใช้ข้าพระดังกล่าวเฉพาะการปฏิบัติบูชาบำรุงรักษาเทวรูป ศิวลึงค์
และรูปเคารพอันประดิษฐานอยู่ ณ เทวสถาน(แห่งนี้) เท่านั้น
ส่วนจารึกหลักที่ ๒
(จารึกสด๊กก๊อกธม ๒
ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงตั้งแต่การเข้าไปสำรวจปราสาทครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้
โดยนายเอโมนิเยร์) นั้นกล่าวว่า เป็นการกล่าวสรรเสริญเพื่อเฉลิมพระเกียรติ
พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ในโอกาสที่ได้สร้าง(บูรณะปฏิ สังขรณ์?)
ปราสาทแห่งนี้สำเร็จในปีพุทธศักราช ๑๕๙๕
และนอกจากนี้แล้วยังบันทึกหลักฐานเกี่ยวกับประวัติอารยธรรมทางด้านศาสนา
ซึ่งบ่งชัดเจนว่ากษัตริย์แห่งอาณาจักรกัมพูชาเป็นผู้อุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา
โดยมีพราหมณ์ปุโรหิตเป็นผู้นำทางศาสนา เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ
และเป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้าและกษัตริย์
นอกจากนี้ในจารึกยังกล่าวถึงประวัติการสืบสายสกุลของพราหมณ์ผู้เป็นใหญ่ในราชสำนักเขมร
การปฏิบัติพระเทวราชและรูปเคารพ การสร้างหมู่บ้าน การบุญต่างๆในพระศาสนา เป็นต้น
จารึกหลักแรกระบุศักราช พ.ศ. ๑๔๘๐ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔
จารึกหลักที่สอง ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ. ๑๕๙๕
กล่าวถึงการที่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒
พระราชทานเทวสถานอุทิศแด่พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ นอกจากนี้ยังได้เล่าเรื่องย้อนหลังขึ้นไปอีกราว
๒๐๐ ปี กล่าวถึงต้นตระกูลพราหมณ์คนแรก ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒
ผู้ทรงรวบรวมอาณาจักรเจนละบกและเจนละน้ำเข้าด้วยกันและสร้างเมืองพระนครขึ้น
จึงกลายเป็นหลักฐานอ้างอิงที่สำคัญในการกำหนดยุคสมัยของประวัติศาสตร์เขมรและประวัติศาสตร์ศิลปะเขมร
ตั้งแต่ยุคแห่งการสร้างเมืองพระนครมาจนถึงในรัชสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒
อนึ่งมีข้อน่าสังเกตว่าจารึกสด๊กก๊อกธม
๑ ตามข้อมูลของหอสมุดแห่งชาติระบุว่าพบที่บ้านสระแจง ไม่ได้นำมาจากที่ปราสาทโดยตรง
ส่วนจารึกสด๊กก๊อกธม ๒ ระบุว่าพบที่ปราสาทเมืองพร้าว
ซึ่งเป็นชื่อเดิมของปราสาทสด๊กก๊อกธม
และจากการขุดตรวจชั้นดินบริเวณทางดำเนินภายในตัวปราสาทบางส่วน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖
ยังไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างใดๆ
ก่อนที่จะมีการสร้างปราสาทสด๊กก๊อกธมดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ใน
จ.สระแก้วยังมี ปราสาทเขาสระแจงดงรัก ซึ่งศาตราจารย์หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล
ทรงวิเคราะห์ไว้ว่าเป็นปราสาทที่มีอายุสมัยระหว่างปี พ.ศ.๑๖๐๐ -๑๖๕๐
ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔
ตามที่ระบุในจารึกสด๊กก๊อกธม ๑
จากปีที่ระบุไว้ในจารึกสด๊กก๊อกธมหลักแรกใจความที่กล่าวถึงการสร้าง
ศาสนสถาน
ทำให้อาจเป็นไปได้ว่ามีอาคารที่สร้างขึ้นในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔
ซึ่งจัดว่าเป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ และถ้าหากจะอ้างอิงข้อมูลในจารึกหลักที่ ๒
ซึ่งมีความชัดเจนว่าเคยตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเทวาลัยที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้
ก็อาจจะเชื่อได้อีกเช่นกันว่าได้สร้างปราสาทสด๊กก๊อกธมขึ้นหรือมีการปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่
๒ ซึ่งเป็นศิลปะแบบบาปวน
ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สร้างความสงสัยให้เราหาเหตุผลอื่นมาสนับสนุนเพื่อค้นหาคำตอบ
ข้อมูลจากการทดลองประกอบหินหล่นและการขุดแต่งได้มาผสมผสานกันเข้าเป็นข้อมูลทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานที่สามารถตรวจสอบและยืนยันได้ด้วยการศึกษาเปรียบเทียบกับรูปแบบสถาปัตยกรรมเขมรที่มีการเรียงลำดับอายุสมัยไว้แล้วโดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศส
จากการวิเคราะห์แต่ละองค์ประกอบทำให้สามารถสรุปได้ว่าสิ่งก่อสร้างของปราสาทสด๊กก๊อกธมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างยุคสมัยคลังหรือเกลียง (Khleang)
และสมัยบาปวน (Baphuon) ในช่วงพุทธศตวรรษที่
๑๖ สอดคล้องกับหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในจารึกสด๊กก๊อกธมหลักที่ ๒
ซึ่งระบุถึงรัชสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒
ผู้สร้างปราสาทบาปวนขึ้นเป็นปราสาทประจำรัชกาลที่เมืองพระนคร
แต่ด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมในบางองค์ประกอบที่ยังคงมีรูปแบบค่อนข้างโน้มเอียงไปในลักษณะของยุคก่อนมากกว่าจึงสันนิษฐานได้ว่า
เป็นการปฏิสังขรณ์เทวาลัยที่มีมาก่อนการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่
๒ หรือเป็นการก่อสร้างในช่วงตอนต้นของรัชสมัย
โดยมีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่ให้ข้อมูลสำคัญที่แสดงถึงลักษณะเฉพาะของยุคสมัยที่ทำการก่อสร้างปราสาท
เช่น รูปแบบของปราสาทประธาน และ
การตั้งเสาหินที่มีลักษณะเหมือนเสานางเรียงขนาดเล็ก ล้อมรอบปราสาทประธาน
เหมือนเป็นการแสดงถึงปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏที่ใดมาก่อน
ดังนั้นลักษณะทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของปราสาทสด๊กก๊อกธม
จึงสามารถใช้ข้อมูลของเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเปรียบเทียบสำหรับการศึกษาทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมในสมัยคลังต่อบาปวน
ได้เป็นอย่างดี
รวมทั้งประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์ปราสาทหินที่อยู่ร่วมสมัยในแหล่งอื่นๆต่อไป
ทางดำเนินจากภายนอกเข้าสู่ระเบียงคตชั้นแรก Processional way leading to the first archway |
เสานางเรียง ที่ประดับสองข้างทางดำเนิน
Boundary
stone on either side of Processional way
ซุ้มประตูแก้วทิศตะวันออก
The East
archway
มุมจากซุ้มประตูแก้วชั้นในสู่ชั้นนอก
View
from the second archway
to the first
ปราสาทประธาน
The main
Prang
ปราสาทประธาน
The main
Prang : View from the South
Eastern
ปราสาทประธาน
The main
Prang : View from the South archway
ซุ้มประตูแก้วชั้นใน
The second archway : View from to the
Top of the main
Prang
ซุ้มประตูแก้วชั้นใน
The second archway
ห้องสมุดองค์ทิศใต้
The South Library
ห้องสมุดองค์ทิศเหนือ
The North Library
ระเบียงคตด้านทิศตะวันออก
The Intside
of East boundary wall and archway
ทางดำเนินจากระเบียงคตชั้นนอกสู่ระเบียงคตชั้นใน
The First
Processional way leading to the second archway
ทับหลังบนซุ้มประตูแก้วชั้นใน
The Lintel on
the East second archway
ระเบียงคตด้านทิศเหนือ
The
North boundary wall
ระเบียงคตด้านทิศตะวันตก
The West
boundary wall
บริเวณขอบเขตปราสาทชั้นใน จากทิศตะวันออกเฉียงใต้
The Inside area of sanctuary : View from the South Eastern
บริเวณขอบเขตปราสาทชั้นใน จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
The Inside area of sanctuary : View from the North Eastern
บารายด้านทิศตะวันออก
The East Baray
ระเบียงคตด้านทิศตะวันออก
The East boundary wall
กำแพงด้านทิศใต้
The South
wall
อ่างเก็บน้ำด้านทิศตะวันออก
The East reservoir of the
sanctuary
Sdok Kok Thom
Sdok Kok Thom (Khmer: ស្តុកកក់ធំ,Thai: สด๊กก๊อกธม, Sadok Kok Thom), or Sdok
Kak Thom, is an 11th-century Khmer temple in present-day Thailand, located
about 34 kilometres (21 mi) northeast of the Thai border town of Aranyaprathet.
The temple was dedicated to the Hindu god Shiva. Constructed by a prominent
priestly family, Sdok Kok Thom is best known as the original site of one of the
most illuminating inscriptions left behind by the Khmer Empire, which ruled
much of Southeast Asia from the end of the 9th century to the 15th century.
Built of red sandstone and laterite, the temple is a prime example
of a provincial seat of worship during the empire's golden age. It is small by
the standards of the major monuments in Angkor, the empire's capital, but
shares their basic design and religious symbolism. In its 11th Century heyday
during the reign of King Udayādityavarman II,
the temple was tended by its Brahmin patrons and supported with food and labor
by the people of surrounding rice-farming villages.
Scholars disagree as to the meaning of the name, which refers in
old Khmer to the temple's setting. Translations include Great Reed Lake, Large
Reservoir with Herons, and Abundant Reeds in a Large Swamp.
At the center of the temple is a sandstone tower, which served as
the main sanctuary, probably sheltering a linga, symbol of Shiva. The tower's door is on the east, approached by
steps; the other three sides have false doors. A few meters to the northeast
and southeast are two sandstone structures known as libraries, with large side
windows and laterite bases. Enclosing the tower and libraries is a rectangular
courtyard measuring roughly 42 by 36 meters and having galleries on all four
sides. On the court's eastern side is a gopura, or gate, reflecting the temple's orientation to the east. In various places in the temple, there is
extensive carving on stone, including floral decoration, Naga serpents and a figure that appears to be the reclining Hindu god Visnu
A moat, likely representing the Hindu Sea of Creation, lies beyond
each of the courtyard's four sides. An avenue leads east from the gopura. A
laterite wall standing approximately 2.5 meters high and measuring 126 meters
from east to west and 120 meters south to north provides additional enclosure
to the entire complex. The midpoint of the eastern side of this wall has an
elaborate gopura, standing on a laterite base. About 200 meters to the east of
this gopura, along a laterite-paved avenue with free-standing stone posts on
either side, is a baray, or holy reservoir, measuring roughly 200 by 370 meters.
: http://en.wikipedia.org/wiki/Sdok_Kok_Thom
Photos : vanida boonphitak
Sdok Kok Thom : Thailand
ตอบลบSdok Kok Thom is best known as the original site of one of the most illuminating inscriptions left behind by the Khmer Empire, which ruled much of Southeast Asia from the end of the 9th century to the 15th century.